Home ข้อคิด หากวันที่เราแก่ตัวไป ใครกันหนอจะมาดูแลเรา (อ่า นเตือนใจตัวเองได้ดีมาก)

หากวันที่เราแก่ตัวไป ใครกันหนอจะมาดูแลเรา (อ่า นเตือนใจตัวเองได้ดีมาก)

0 second read
0
0
155

ต้องเข้าใจก่อนว่าในสมัยก่อนนั้นมีแนวคิดที่ว่ามีลูก

เพื่อหวังจะให้พวกเขาเลี้ยงดูในย ามอายุมากขึ้น

ในวัยที่ร่างกายเริ่มโรยราดูแลตัวเองไม่ไหวแล้ว

ซึ่งก็มักจะเป็นแบบนั้นจริงๆแต่ว่าหากจะมองในความเป็นจริงแล้ว

มันยังจะใช้ความคิดแบบนี้ได้อยู่ไหมมีลูกไว้ตอนแก่

จะได้มีคนเลี้ยงดูซึ่งมันจะแปลได้อีกทางว่า

หากลูกไม่ยอมเลี้ยงดูคือลูกอกตัญญูอย่างนั้นหรือ

แบบนี้เป็นแนวคิดที่เห็นแก่ตัวของพ่อแม่ไปหรือเปล่าในปัจจุบันนี้

ก็มีคนวัยชราหลายคนมากที่เข้ากับครอบครัวของลูกๆไม่ได้

บางทีความคิดแบบเดิมมันอาจจะต้องปรับแล้วก็ได้

ทำไมไม่คิดว่าอย า กจะให้ลูกเลี้ยงดูในตอนแก่

เป็นการจะเอาสมัยก่อนกับปัจจุบันมาเที่ยวกันมันไม่ได้

ทีพ่อแม่มีลูกตั้งหลายคนยังเลี้ยงได้ทำไมลูกเลี้ยงพ่อแม่บ้าง

ไม่ได้ ซึ่งมันก็อาจจะน่าคิดแต่ลองมองถึงค่าครองชีพ

และการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันสิมันเหมือนสมัยก่อนงั้นหรือ

เรามีเรื่องราวน่าอ่ านและอย ากให้ทุกคนทำความเข้าใจตามทั้งในมุม

ของคนเป็นพ่อแม่และในมุมของความเป็นลูก

เรื่องราวมีดังนี้

มีคุณแม่คนหนึ่งสามีจากไปนานแล้วเธอสอนหนังสือ

หาเงินเลี้ยงลูกชายจนโตเขาเป็นคนเชื่อฟังตั้งแต่ตอนเล็ก

พอลูกโตเธอก็ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศพอลูกเรียนจบ

ก็อยู่ทำงานต่อที่ต่างประเทศทำงานหาเงินซื้อบ้านแต่งงาน

มีลูกหนึ่งคนสร้างครอบครัวที่แสนสุขตัวเธอเอง

คิดถึงประโยคที่ว่ามีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่คิดถึงสายตา

อิ จ ฉ า ของญาติ ๆ และเพื่อนฝูงเธอมีความสุขจากใจ

ระหว่างรอจดหมายตอบจากลูกช า ย

เธอก็จัดการเรื่องบ้านและงานจนเรียบร้อย

คืนสุดท้ายก่อนเธอจะเกษียณเธอก็ได้รับจดหมาย

ที่ส่งมาจากต่างประเทศของลูกชายพอเปิดอ อ กดู

ข้างในก็เป็นเช็คต่างประเทศตีเป็นเงินไทยไ

ด้มูลค่าประมาณ 1 แสนบาทเธอรู้สึกแปลกใจมาก

เพราะลูกชายไม่เคยส่งเงินให้เธอมาก่อนเธอรีบเปิดจดหมายอ อ กอ่ าน

ในจดหมายเขียนว่า_

แม่ครับพวกเราได้คุยกันแล้วตัดสินใจ

และสรุปว่าพวกเราไม่ยินดีให้แม่มาอยู่ด้วยกันที่นี่

ถ้าแม่คิดว่าแม่มีบุญคุณที่เลี้ยงดูผมมา

คำนวณตามราคาตลาดก็ประมาณเงินที่ผมส่งให้นี้

หวังว่าต่อไปนี้แม่จะไม่เขียนจดหมายมาอีก

แม่อ่ านจดหมายฉบับนั้นจบก็น้ำตาไหลพ ร า ก

รู้สึกว่าตัวเองลำบากเลี้ยงลูกคนเดียวมาตลอดชีวิต

จากนี้ไป ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเธอรู้สึกแ ย่ มาก

จากแต่ก่อนที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับลูก

แต่มาตอนนี้กลับไม่เหลืออะไรอีกแล้ว

ต่อมาเธอก็ศึกษาพระพุทธศาสนาหลังศึกษาเธอก็คิดได้

เธอใช้เงินที่ลูกได้มอบให้มาเอาไปเดินทางเที่ยวรอบโลก

ได้เรียนรู้โลกกว้างได้เห็นสิ่งใหม่ มากมาย

หลังจากนั้นเธอจึงเขียนจดหมายหนึ่งฉบับถึงลูก ช า ย

ในจดหมายว่า

ลูกรักลูกไม่อย ากให้แม่เขียนจดหมายมาอีก

ก็ถือซะว่าจดหมายฉบับนี้เป็นข้อความเพิ่มเติมจากฉบับที่แล้วละกัน

แม่ได้รับเช็คแล้วและใช้เงินจำนวนนั้นไปเดินทางรอบโลก

ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวอยู่แม่ก็รู้สึกว่า

แม่ควรขอบใจลูกขอบใจที่ทำให้แม่เห็นอะไรทะลุปรุโปร่งปล่อยวาง

ทำให้แม่ได้เห็นว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน

และคนรักไม่มีร า ก หยั่งลึกเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ถ้าวันนี้แม่ยังคิดไม่ตกยังยึดติดยังทุ ก ข์อยู่

แม่คง สิ้ น ล ม ห า ย ใ จ ไปภายในปี ครึ่งปี

การปฏิเสธของลูกทำให้แม่ได้เห็นว่าคนเรา

มีวาสนาก็ได้เจอหมดวาสนาก็จากกัน

ทุกอย่างไม่เที่ยงแท้ทำให้แม่เรียนรู้

ที่จะสงบและใจเย็นมองทุกอย่างในเชิงบวก

แม่ไม่มีลูกแล้วไม่มีอะไรให้เป็นห่วง

เพราะงั้นแม่ถึงสามารถอยู่ได้โดยไม่มีมัน

พ่อแม่ที่น่าสงสารคนเป็นพ่อแม่อย ากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก

แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด

มีคนกล่าวไว้ว่าบ้านของพ่อแม่คือบ้านของลูกตลอดเวลา

บ้านของลูกไม่เคยเป็นบ้านของพ่อแม่การให้กำเนิดลูกเป็นงานที่ต้องทำ

การเลี้ยงดูลูกเป็นภาระหน้าที่การพึ่งพาลูก

เป็นความเข้าใจผิดช่างเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าฟัง

แต่ก็ไม่ฟังก็ไม่ได้แม้ว่าไม่ใช่ลูกทุกคนจะเป็นแบบนี้

แต่คนเป็นพ่อแม่ไม่ควรคิดว่าแก่แล้วจะพึ่งพาลูก

พูดกันตามตรงอย่าคาดหวังอะไรจากลูกๆ

แม้คุณจะเลี้ยงดูเขามาอย่างดีแล้วก็ตาม

ต้องฝึก ดู แ ล ตัวเอง ลูกกตัญญูต่อคุณถือเป็นบุญ

ถ้าลูกกตัญญูไม่พอพ่อแม่ก็บังคับไม่ได้วิธีที่ดีที่สุดคือวางแผนชีวิต

พึ่งพาตัวเองตอนแก่ไว้จากมุมมองของสังคม

การมีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่เป็นความปรารถนาในใจ

แต่ในยุคปัจจุบันเศรษฐกิจ สังคม วัตถุนิยมวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป

สถานการณ์ในปัจจุบันคือคนยุคใหม่เปลี่ยนไปคนอายุมาก

ยังยึดติดการที่คนอายุมากยึดแนวความคิดว่ามีลูก

จะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ไม่เหมาะสมกันอีกต่อไป

สิ่งที่ตามมาคือความผิดหวังบนความคาดหวัง

ที่ไม่สามารถคาดเดาได้พ่อแม่ทวงบุญคุณกับลูกได้

แต่มันไม่ใช่ลูกทุกคนที่มีศักยภาพพอที่จะดูแลพ่อแม่ได้

เพราะเพียงแค่ชีวิตและครอบครัวของเรามันก็ต้องดูแลเช่นกัน

การวางแผนดูแลตัวเองตอนแก่จึงเป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อแม่คน

ควรวางแผนและอย่าฝากความหวังทั้งหมด

มาทิ้งไว้ที่ลูกได้แล้วมันไม่ใช่ความผิดของลูกที่ดูแล

คุณไม่ได้แต่มันผิดที่คุณไม่ยอมดูแลตัวเองต่างหากฝากไว้ให้คิดกันนะ

ที่มาจาก bitcoretech

เรียบเรียงโดย คิดถูก

Load More Related Articles
Load More By adminkidtook
Load More In ข้อคิด

Check Also

10 เคล็ดลับ การเอาตัวรอดในสมัยนี้แล้วชีวิตจะเปลี่ยน

1. มีอารมณ์ขัน คนที่มีอารมณ์ขันส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ฉลาดมีงานศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่าคนที่ทำ…